ดวงเมืองไทย


ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงประกอบพิธีวางเสาหลักเมือง เพื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยมีพระราชประสงค์ให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นศูนย์กลางแห่งความมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง ทั้งในด้านการปกครอง ศาสนา และวัฒนธรรม

ดวงจร

เลือกวันที่ เพื่อดูดาวโคจรของวันนั้น
วันจร
เกิด วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ค.ศ. 1782 จ.ศ. 1143 ร.ศ. 0 เวลา 06:54 น.
อายุ 244 ปี 4 เดือน 7 วัน
จร วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ค.ศ. 2026 จ.ศ. 1387 ร.ศ. 244 เวลา 06:00 น.
อายุ 244 ปี 4 เดือน 6 วัน
ทักษาจรตกภูมิ พฤหัส(5)(อุตสาหะเดิม) กาลกิณีจร เสาร์(7)(มูละเดิม)
ปฏิทิน
สุริยาตร์
ลาหิรี
3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5   ทลิทโท  มหัทธโน     โจโร ภูมิปาโล เทศาตรี     เทวี เพชฌฆาต    ราชา    สมโณ   ทลิทโท  มหัทธโน     โจโร ภูมิปาโล เทศาตรี     เทวี เพชฌฆาต    ราชา    สมโณ   ทลิทโท  มหัทธโน     โจโร ภูมิปาโล เทศาตรี     เทวี เพชฌฆาต    ราชา    สมโณ    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕   ต้น กลาง ปลาย   ต้น กลาง ปลาย   ต้น กลาง ปลาย   ต้น กลาง ปลาย    ตนุ ลั กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ  ปุตตะ    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ 0 3 5 4 1 6 9 พ. 2 8 7 น. พฤหัส(๕)กำเนิด ฤทธิโยค อังคาร(๓)กำเนิด ฤทธิโยค พฤหัส(๕)กำเนิด ฤทธิโยค เสาร์(๗)กำเนิด ฤทธิโยค อังคาร(๓)กำเนิด ฤทธิโยค เสาร์(๗)กำเนิด ฤทธิโยค เสาร์(๗)จร ฤทธิโยค อังคาร(๓)จร ฤทธิโยค พฤหัส(๕)จร ฤทธิโยค เสาร์(๗)จร ฤทธิโยค อังคาร(๓)จร ฤทธิโยค พฤหัส(๕)จร ฤทธิโยค เนปจูน กันย์ 15° 12’ (165.20°) พลูโต มังกร 17° 31’ (287.52°) มฤตยู มิถุน 5° 41’ (65.68°) เกตุ พฤษภ 4° 10’ (34.17°) จันทร์ (พันธุ) กรกฏ 16° 19’ (106.32°) พุธ (สหัชชะ อริ) มีน 20° 5’ (350.08°) ศุกร์ (กดุมภะ ปัตนิ) มีน 9° 26’ (339.43°) อาทิตย์ (ปุตตะ) เมษ 10° 42’ (10.70°) * อังคาร (ตนุ มรณะ) พฤษภ 19° 58’ (49.97°) ราหู (ลาภะ) มีน 24° 38’ (354.63°) เสาร์ (กัมมะ) ธนู 8° 23’ (248.38°) พฤหัส (ศุภะ วินาศ) ธนู 10° 33’ (250.55°) เนปจูน มีน 9° 31’ (339.52°) น. พลูโต มังกร 9° 20’ (279.33°) พ. มฤตยู พฤษภ 18° 19’ (48.32°) 0 เกตุ พิจิก 25° 41’ (235.68°) 9 จันทร์ (พันธุ) กุมภ์ 9° 44’ (309.73°) 2 อายุ มูละจร พันธุ สมพล(8) มิตร(ล4) พุธ (สหัชชะ อริ) สิงห์ 18° 5’ (138.08°) 4 ศรี มนตรีจร สหัชชะ อริ ราชาโชค มหาจักร อ.วิลาส มิตร(ล2) ศัตรู(ล8) ศุกร์ (กดุมภะ ปัตนิ) กันย์ 26° 21’ (176.35°) 6 กาลกิณี เดชจร กดุมภะ ปัตนิ นิจ ธาตุ(ล๔) ศัตรู(ล7) อาทิตย์ (ปุตตะ) สิงห์ 9° 55’ (129.92°) 1 บริวาร ศรีจร ปุตตะ เกษตร อังคาร (ตนุ มรณะ) มิถุน 16° 26’ (76.43°) 3 เดช อุตสาหะจร ตนุ มรณะ สมพล(ล๕) ราหู (ลาภะ) กุมภ์ 4° 32’ (304.53°) 8 มนตรี อายุจร ลาภะ เกษตร สมพล(2) ศัตรู(ล4) เสาร์ (กัมมะ) มีน 13° 34’ (343.57°) 7 มูละ กาลกิณีจร กัมมะ มิตร(๘) ศัตรู(๖) สมพล(๔) ศัตรู(ล6) พฤหัส (ศุภะ วินาศ) กรกฏ 19° 51’ (109.85°) 5 อุตสาหะ บริวารจร ศุภะ วินาศ อุจจ์ ศัตรู(๒) ธาตุ(๒) ลัคนา เมษ 23° 56’ (23.93°) ลั
ดาวจร
*
0
1
2
3
4
5
6
7
8
9
น.
พ.
มาตรฐาน
เจ้าเรือน
ทักษาจร
ทักษากำเนิด
ดาวกำเนิด
*
ลั
ราศีจักร    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕    ตนุ กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ  ปุตตะ    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ ลั ลัคนา เมษ 23° 56’ (23.93°) อาทิตย์ (ปุตตะ) เมษ 10° 42’ (10.70°) อุจจ์ * อังคาร (ตนุ มรณะ) พฤษภ 19° 58’ (49.97°) ตนุลัคน์ ราชาโชค,ประ เกตุ พฤษภ 4° 10’ (34.17°) 0 มฤตยู มิถุน 5° 41’ (65.68°) 3 ๓ - สมพล(ล๕) จันทร์ (พันธุ) กรกฏ 16° 19’ (106.32°) เกษตร 5 ๕ - อุจจ์ ศัตรู(๒) ธาตุ(๒) 4 1 ๔ - ราชาโชค มหาจักร อ.วิลาส มิตร(ล2) ศัตรู(ล8) ๑ - เกษตร เนปจูน(พ) กันย์ 15° 12’ (165.20°) 6 ๖ - นิจ ธาตุ(ล๔) ศัตรู(ล7) 9 พฤหัส(พ) (ศุภะ วินาศ) ธนู 10° 33’ (250.55°) เกษตร,ธรรมเกณฑ์ เสาร์(พ) (กัมมะ) ธนู 8° 23’ (248.38°) พลูโต มังกร 17° 31’ (287.52°) พ. 2 8 ๒ - สมพล(8) มิตร(ล4) ๘ - เกษตร สมพล(2) ศัตรู(ล4) พุธ (สหัชชะ อริ) มีน 20° 5’ (350.08°) ประ,นิจ,ศัตรู(๘),ธาตุ(๖) ศุกร์(ม) (กดุมภะ ปัตนิ) มีน 9° 26’ (339.43°) อุจจ์,ธาตุ(๔) ราหู (ลาภะ) มีน 24° 38’ (354.63°) ,ศัตรู(๔) 7 น. ๗ - มิตร(๘) ศัตรู(๖) สมพล(๔) ศัตรู(ล6)
ทักษา บริวาร    ศรีจร กาลกิณี    เดชจร  มนตรี    อายุจร    อายุ    มูละจร อุตสาหะ บริวารจร    เดช อุตสาหะจร    ศรี  มนตรีจร    มูละ กาลกิณีจร
ดาวเสวยอายุ พระอังคารเสวยอายุ พระจันทร์แทรก จันทร์ 222 - 237 ปี อาทิตย์ 216 - 222 ปี   ศุกร์ 303 - 324 ปี อังคาร 237 - 245 ปี   ราหู 291 - 303 ปี    พุธ 245 - 262 ปี   เสาร์ 262 - 272 ปี พฤหัส 272 - 291 ปี
นวางค์    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ    ตนุ กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ  ปุตตะ เนปจูน(พ) พฤษภ 16° 48’ (165.20°) พลูโต มิถุน 7° 39’ (287.52°) เสาร์(พ) (กัมมะ) มิถุน 15° 27’ (248.38°) อนุเกษตร(๔) อังคาร (ตนุ มรณะ) มิถุน 29° 42’ (49.97°) ตนุลัคน์ 0 1 พฤหัส(พ) (ศุภะ วินาศ) กรกฏ 4° 57’ (250.55°) อุจจ์ อาทิตย์ (ปุตตะ) กรกฏ 6° 18’ (10.70°) มหาจักร * 6 ศุกร์(ม) (กดุมภะ ปัตนิ) กันย์ 24° 54’ (339.43°) นิจ 4 น. จันทร์ (พันธุ) พิจิก 26° 51’ (106.32°) นิจ มฤตยู พิจิก 21° 9’ (65.68°) ลั ลัคนา พิจิก 5° 24’ (215.4°) 8 7 5 2 พุธ (สหัชชะ อริ) มังกร 0° 45’ (350.08°) อนุเกษตร(๗) ราหู (ลาภะ) กุมภ์ 11° 42’ (354.63°) เกษตร เกตุ กุมภ์ 7° 30’ (34.17°) 3 9 พ.
ตรียางค์    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕  ปุตตะ    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ    ตนุ กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ พฤหัส(พ) (ศุภะ วินาศ) เมษ 1° 39’ (1.65°) ตนุลัคน์ ราชาโชค พลูโต พฤษภ 22° 33’ (52.55°) เกตุ พฤษภ 12° 30’ (42.50°) 6 มฤตยู มิถุน 17° 3’ (77.05°) 7 9 อาทิตย์ (ปุตตะ) สิงห์ 2° 6’ (122.10°) เกษตร * 1 อังคาร (ตนุ มรณะ) กันย์ 29° 54’ (179.90°) มหาจักร,อนุเกษตร(๔) 0 3 ราหู (ลาภะ) พิจิก 13° 54’ (223.90°) อุจจ์ พุธ (สหัชชะ อริ) พิจิก 0° 15’ (210.25°) อนุเกษตร(๓) จันทร์ (พันธุ) พิจิก 18° 57’ (228.95°) นิจ 5 เสาร์(พ) (กัมมะ) ธนู 25° 9’ (265.15°) ลั ลัคนา ธนู 11° 48’ (251.8°) 4 เนปจูน(พ) มังกร 15° 36’ (285.60°) พ. 8 2 ศุกร์(ม) (กดุมภะ ปัตนิ) มีน 28° 18’ (358.30°) อุจจ์ น.
ปัญหาที่ต้องระวังช่วงอายุ 244 ปี ระวังงานหรือธุรกิจเดิมจะไม่ได้ผลดี หรือมีเรื่องหรือความจำเป็นต้องขายของเก่า เช่น บ้าน รถ ที่ดิน แล้วมีปัญหาหรือไม่ได้ราคาที่ดี หรือมีการย้ายบ้าน ย้ายงาน (ทายจากมูละเดิมเป็นกาลกิณีจร)

ตารางดาวจร

(สำหรับวันจร วันที่ 28 สิงหาคม 2569)
ดาว เจ้าเรือน* สถิตเรือน* สถิตราศี องศา มาตรฐาน*
๑. อาทิตย์ ปุตตะ
(บริวาร)
 ปุตตะ [๑]
(   ศรีจร)
5:สิงห์
(ทลิทโท)
9° 55’ เกษตร
นวางค์ [๔] ราชาโชค
๒. จันทร์ พันธุ
(อายุ)
  ลาภะ [๘]
(   มูละจร)
11:กุมภ์
(เทวี)
9° 44’ คู่สมพล(8) คู่มิตร(ล4)
นวางค์ [๕]
๓. อังคาร ตนุ มรณะ
(เดช)
สหัชชะ [๔]
(อุตสาหะจร)
3:มิถุน
(เทวี)
16° 26’ คู่สมพล(ล๕)
นวางค์ [๘] อ.ภิมุข,อนุเกษตร(๘)
๔. พุธ
()
สหัชชะ อริ
(ศรี)
 ปุตตะ [๑]
( มนตรีจร)
5:สิงห์
(มหัทธโน)
18° 5’ ราชาโชค มหาจักร อ.วิลาส คู่มิตร(ล2) คู่ศัตรู(ล8)
นวางค์ [๔] เกษตร,อุจจ์
๕. พฤหัส
()
ศุภะ วินาศ
(อุตสาหะ)
  พันธุ [๒]
(บริวารจร)
4:กรกฏ
(สมโณ)
19° 51’ อุจจ์ คู่ศัตรู(๒) คู่ธาตุ(๒)
นวางค์ [๕] เกษตร
๖. ศุกร์ กดุมภะ ปัตนิ
(กาลกิณี)
   อริ [๔]
(   เดชจร)
6:กันย์
(เทศาตรี)
26° 21’ นิจ คู่ธาตุ(ล๔) คู่ศัตรู(ล7)
นวางค์ [๑]
๗. เสาร์
()
กัมมะ
(มูละ)
 วินาศ [๕]
(กาลกิณีจร)
12:มีน
(ราชา)
13° 34’ คู่มิตร(๘) คู่ศัตรู(๖) คู่สมพล(๔) คู่ศัตรู(ล6)
นวางค์ [๓] ราชาโชค,จุลจักร,อ.ภิมุข
๘. ราหู ลาภะ
(มนตรี)
  ลาภะ [๘]
(   อายุจร)
11:กุมภ์
(เทศาตรี)
4° 32’ เกษตร คู่สมพล(2) คู่ศัตรู(ล4)
นวางค์ [๓] อุจจ์,อนุเกษตร(๓)
๙. เกตุ
มรณะ [๓]
8:พิจิก
(สมโณ)
25° 41’
นวางค์ [๘]
๐. มฤตยู
กดุมภะ [๖]
2:พฤษภ
(ภูมิปาโล)
18° 19’
นวางค์ [๔]
น. เนปจูน
()

 วินาศ [๕]
12:มีน
(ราชา)
9° 31’
นวางค์ [๔]
พ. พลูโต
()

  กัมมะ [๗]
10:มังกร
(โจโร)
9° 20’
นวางค์ [๕]
* เจ้าเรือน (ทักษากำเนิด) | * สถิตเรือน [เจ้าเรือน] (ทักษาจร) | * มาตรฐาน นวางค์ [เจ้าเรือนนวางค์]

ทำนายมุมดาวจากตำรา

โศลกโหร(กลอนโหราศาสตร์)ที่กล่าวถึงคำทำนายของมุมดาวปัจจุบันจากตำราจักทีปนีจร (สำหรับวันจร วันที่ 28 สิงหาคม 2569)
ดาวพฤหัสจร(5)()(ภพพันธุ) กุมกับดาวจันทร์เดิม(๒)(ภพพันธุ) ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 - 19 ตุลาคม 2569 (89/141 วัน)
"ครุต้องศะศิโชค จะลุโยคยุวภา
ผิว์หญิงจะลุสา- มิสภาพประดุจปอง
ปรปักษ์จะปรา- ชยโชคจะสนอง
ภริยาจะประลอง ปะเหลาะชู้ประโลมชาย"
ความหมาย จะมีโชคลาภและสมหวังในเรื่องคู่ครอง ศัตรูจะพ่ายแพ้ แต่ควรระวังแฟนที่อาจหว่านเสน่ห์หรือเอาใจคนอื่นเป็นพิเศษ
ดาวเสาร์จร(7)()(ภพวินาศ) กุมกับดาวพุธเดิม(๔)(ภพวินาศ) ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 - 11 เมษายน 2571 (196/788 วัน)
"เสาร์ทับพระเคราะห์พุธ ดุจนั้นโฉลกเห็น
โชคลาภจะพูนเพ็ญ และศัตรูจะอัปรา"
ความหมาย มีโชคลาภเพิ่มพูนขึ้น ขณะเดียวกัน ศัตรูจะอ่อนแอลง และพ่ายแพ้ไปในที่สุด
ดาวเสาร์จร(7)()(ภพวินาศ) กุมกับดาวศุกร์เดิม(๖)(ภพวินาศ) ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 - 11 เมษายน 2571 (196/788 วัน)
"เสาร์ถูกพระเคราะห์ศุกร์ ปะทะทุกข์พยาธิ์เยือน
โรคร้างและหลายเดือน ก็จะกลับจะกลายเป็น
โจรร้ายเขม้นมอง อริปองจะทำเข็ญ
อายุมิยืนเย็น มฤตภัยระเร่งเกรง"
ความหมาย เกิดความทุกข์และโรคภัย โรคหรือปัญหาจะเรื้อรังอยู่นาน โรคเก่าจะกำเริบ ศัตรูหรือผู้ไม่หวังดีจะปองร้าย ระวังปัญหาที่เกิดขึ้นจะร้ายแรง
ดาวเสาร์จร(7)()(ภพวินาศ) กุมกับดาวราหูเดิม(๘)(ภพวินาศ) ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 - 11 เมษายน 2571 (196/788 วัน)
"เสาร์จร ณ ราศี อสุรินทรราหู
จักชำนะศัตรู ประสิทธิโชคชัยยา
ตำนานอนึ่งหญิง จรสุ่มประสงค์ปลา
พบแท่งธนสาร์ ตรุรัตนขุมทอง"
ความหมาย จะสามารถเอาชนะศัตรูได้ และนำมาซึ่งโชคลาภและชัยชนะ หรือมีโชคลาภแบบที่ได้มาโดยไม่คาดคิด
ดาวอังคารจร(3)(ภพสหัชชะ) เล็งกับดาวพฤหัสเดิม(๕)(ภพศุภะ) ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 - 17 กันยายน 2569 (24/44 วัน)
"อังคารคาดครู
จะผิดหญิงผู้ หนึ่งเนื้อดำแดงผิวพรรณ
ภายหลังลาภลุ วัตถุแพรพรรณ
ได้ปางพระสรร- เพชญ์สำเร็จมารวิชัย"
ความหมาย อาจมีปัญหาเกี่ยวกับหญิงผิวดำแดง แต่ภายหลังจะได้รับโชคลาภและทรัพย์สิน เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้าชนะมาร นำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด
ดาวอังคารจร(3)(ภพสหัชชะ) เล็งกับดาวเสาร์เดิม(๗)(ภพศุภะ) ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 - 17 กันยายน 2569 (24/44 วัน)
"ภุมโมโสระ
อุปัทวะ โรครุมกำเริบอาตมา
ได้แก่ตำนาน กุมารจิตรา
เศรษฐีบิดา แกล้งใช้ให้ตนให้ไปตาย"
ความหมาย อาจเกิดเคราะห์ร้ายหรือโรคภัย เปรียบเหมือนกุมารจิตราที่ถูกบิดาวางแผนให้ไปตาย ควรระวังปัญหาหรืออันตรายจากคนใกล้ตัว

เกี่ยวกับดวงเมืองไทย

ดวงเมืองของไทยในปัจจุบันนั้นให้ถือเอาวันตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครเป็นดวงกำเนิด ซึ่งการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีความเป็นมาดังนี้

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร: สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวง พิธีกรรมตามคติพราหมณ์กำหนดให้การสร้างเมืองใหม่ต้องเริ่มด้วยการตั้งเสาหลักเมือง ณ จุดที่เป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของท้องสนามหลวง ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ภายในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร บริเวณนี้ถือเป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณและความมั่นคงของเมือง

เสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ภาพศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
(ภาพจากเว็บไซต์ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร https://bangkokcitypillarshrine.com/)
จุดเด่นของศาลหลักเมือง

หัวใจสำคัญของศาลแห่งนี้คือ เสาหลักเมือง ซึ่งมีพิธีตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ในช่วงแรก เสาหลักเมืองตั้งอยู่ภายในศาลาแบบเปิดโล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โครงสร้างเริ่มเสื่อมสภาพอย่างมาก ในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2395 พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่ขึ้น ทำให้ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีเสาหลักเมือง สองต้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

อาคารศาลหลักเมืองปัจจุบันถูกออกแบบให้เป็นอาคารปูน ทรงยอดปรางค์ มีมุขยื่นออกทั้งสี่ทิศ ด้านละสองชั้น พร้อมมุขลดอีกชั้นหนึ่ง โครงสร้างมีชายคายื่นออกโดยรอบ มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ตามแบบสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากยุคกรุงศรีอยุธยา การออกแบบนี้เป็นผลงานของ พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ซึ่งต่อมาได้รับเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติในสาขาสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกแบบศาลหลักเมืองนี้ด้วย การบูรณะศาลแห่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2425 - 2529 เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้คงอยู่สืบไป ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนมากราบไหว้ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว สะท้อนถึงความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ประวัติการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกอบพิธียกเสาหลักเมืองขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 06:54 น. พิธีนี้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมที่เรียกว่า "พระราชพิธีนครฐาน" โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นแกนหลัก ประกอบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ เสาหลักเมืองมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ฐาน 29 เซนติเมตร ความสูงรวม 187 นิ้ว โดยกำหนดให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 108 นิ้ว และฝังลึกลงไป 79 นิ้ว ยอดของเสาแกะสลักเป็นรูปบัวตูม ลงรักปิดทอง และภายในถูกออกแบบให้มีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมขึ้นมา และจัดสร้างเสาใหม่ทดแทน เนื่องจากของเดิมเสื่อมสภาพ เสาหลักเมืองใหม่ทำจากไม้สักเป็นแกน ประกอบภายนอกด้วยแผ่นไม้ชัยพฤกษ์จำนวน 6 แผ่น มีความสูง 108 นิ้ว ฐานกว้าง 70 นิ้ว ภายในบรรจุดวงเมือง ยอดเสาทำเป็นทรงมัณฑ์ สูงกว่า 5 เมตร และได้อัญเชิญเสาหลักเมืองทั้งเก่าและใหม่ไปประดิษฐานในศาลหลักเมืองที่ได้รับการก่อสร้างใหม่ อาคารศาลเป็นทรงยอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้รับแรงบันดาลใจจากศาลหลักเมืองเดิมของกรุงศรีอยุธยา การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2395 ต่อมา ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2523 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2525 การบูรณะครั้งนี้ทำให้ศาลหลักเมืองมีความงดงามและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริเวณด้านทิศเหนือของศาล ยังได้สร้างซุ้มเพื่อประดิษฐาน เทพารักษ์ทั้ง 5 ได้แก่ เจ้าพ่อหอกลอง, เจ้าพ่อเจตคุปต์, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ประชาชนที่ต้องการสักการะสามารถบูชาเทพารักษ์เหล่านี้ได้ และยังมีการจัดแสดง ละครรำ ละครชาตรี สำหรับผู้มีศรัทธาที่ต้องการถวายการบูชาต่อศาลหลักเมือง

เสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
รูปเสาหลักเมืองทั้ง 2 สองต้น โดยเสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๑ มียอดเสาเป็นรูปบัวตูม ส่วนเสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๔ ยอดเสาเป็นยอดเม็ดทรงมัณฑ์
(ภาพจากเว็บไซต์ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร https://bangkokcitypillarshrine.com/)

เกร็ดดวงเมืองไทย

ตำนานพิธียกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

เสาหลักเมืองกับ งูสี่ตัว

ในพิธียกเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร มีเรื่องราวเล่าขานกันว่า เมื่อถึงเวลาสำคัญก่อนประกอบพิธี พระโหราจารย์ได้กล่าวโศลกบูชาฤกษ์ ขณะที่พระมหาราชครูอ่านพระราชโองการตั้งพระมหานคร ขุนโหรเริ่มพิธีอุทิศเทพสังหรณ์ และนำดินจากทั้งสี่ทิศของพระนครมากลิ้งให้เป็นก้อนกลมคล้ายลูกนิมิต แล้ววางลงที่ก้นหลุมทีละทิศ เริ่มจากทิศบูรพา ทักษิณ ปัจฉิม และอุดร จากนั้นจึงวางแผ่นศิลาลงยันต์รองรับหลักเสา บริเวณภายในหลุมถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ปูด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ ประดับใบไม้มงคลเก้าชนิด และโปรยแก้วนพรัตน์โดยรอบเพื่อความศักดิ์สิทธิ์

เมื่อถึงช่วงเวลามงคล โหราจารย์ย่ำฆ้องส่งสัญญาณ พราหมณ์เป่าสังข์ และบัณเฑาะว์ดังขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ดุริยางค์แตรสังข์และพิณพาทย์บรรเลง เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่ประกาศพระราชพิธีอัญเชิญเสาหลักเมืองลงก้นหลุม บนแผ่นศิลายันต์

ขณะที่เสาหลักเมืองกำลังเคลื่อนลงไปในหลุม สิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด มีงูเล็กสี่ตัวปรากฏอยู่ที่ก้นหลุมโดยไม่ทราบว่ามันเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด เมื่อเสาหลักเมืองเคลื่อนลงไป จึงไม่มีโอกาสหยุดพิธีได้ เพราะต้องปฏิบัติตามฤกษ์ที่กำหนด จึงต้องปล่อยให้เสาหลักเมืองปกคลุมงูทั้งสี่ตัวไป

เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงเรียกประชุมขุนนาง ราชบัณฑิต ปุโรหิต โหราจารย์ และพระราชาคณะ เพื่อพิจารณาว่ามีความหมายอย่างไร ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า เป็นสัญญาณไม่ดีหรืออวมงคล แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบจะเป็นเช่นไร เพียงแต่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับเคราะห์กรรมของบ้านเมือง

เรื่องเล่าหนึ่งยังกล่าวถึงคำทำนายที่ว่า ราชวงศ์จักรีจะดำรงอยู่เพียง 150 ปี อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่างูทั้งสี่ตัวนี้เกี่ยวข้องกับตัวเลขดังกล่าวอย่างไร แต่ความเชื่อนี้ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากวิตกกังวล โดยเฉพาะผู้ที่ศรัทธาในไสยศาสตร์และโหราศาสตร์


เสาหลักเมืองต้นที่ 2

เจ็ดสิบปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2395 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นอีกต้นหนึ่ง วางเคียงกับเสาเดิม โดยประกอบพิธีขึ้นในวันพุธ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงศาลหลักเมืองใหม่ จากเดิมที่สร้างด้วยไม้ ให้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนฉาบสีขาว มุงหลังคากระเบื้อง และทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นสิริมงคลต่อเมือง แต่โครงการดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2470 เมื่อกรุงเทพฯ กำลังจะมีอายุครบ 150 ปี ในปี พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานในโอกาสเฉลิมฉลอง พระองค์ทรงให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พร้อมกับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์สะพานนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับพิธีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปีพอดี


อ้างอิง (Referent)
ประวัติศาลหลักเมือง
- ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร - https://bangkokcitypillarshrine.com/
- ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร - wikipedia.org
- สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง
- 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 : รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีวางเสาหลักเมือง - นิตยสารศิลปวัตนธรรม
ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยสุริยยาตร์
- พระคัมภีร์สุริยยาตร์ศิวาคม - พ.อ.(พิเศษ)เอื้อน มณเฑียรทอง
- ตำราพระสุริยยาตร์และมานัตต์ - หลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร)