ดวงเมืองไทย
ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงประกอบพิธีวางเสาหลักเมือง เพื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยมีพระราชประสงค์ให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นศูนย์กลางแห่งความมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง ทั้งในด้านการปกครอง ศาสนา และวัฒนธรรม
ดวงจร
ตารางดาวจร
| ดาว | เจ้าเรือน* | สถิตเรือน* | สถิตราศี | องศา | มาตรฐาน* |
|---|---|---|---|---|---|
| ๑. อาทิตย์ | ปุตตะ (บริวาร) |
วินาศ [๕] (บริวารจร) |
12:มีน (สมโณ) |
17° 58’ | อ.วิลาส คู่สมพล(๖) คู่ธาตุ(7) นวางค์ [๕] เทวีโชค |
| ๒. จันทร์ | พันธุ (อายุ) |
อริ [๔] ( อายุจร) |
6:กันย์ (ภูมิปาโล) |
18° 27’ | ราชาโชค คู่มิตร(ล๔) คู่สมพล(ล๘) นวางค์ [๔] อ.ภิมุข |
| ๓. อังคาร (ส) |
ตนุ มรณะ (เดช) |
ลาภะ [๘] ( เดชจร) |
11:กุมภ์ (เพชฌฆาต) |
28° 56’ | อ.ภิมุข คู่ธาตุ(8) นวางค์ [๔] อนุเกษตร(๔) |
| ๔. พุธ | สหัชชะ อริ (ศรี) |
ลาภะ [๘] ( ศรีจร) |
11:กุมภ์ (เพชฌฆาต) |
21° 57’ | เทวีโชค จุลจักร คู่ศัตรู(8) นวางค์ [๓] อนุเกษตร(๓) |
| ๕. พฤหัส (ม) |
ศุภะ วินาศ (อุตสาหะ) |
สหัชชะ [๔] (อุตสาหะจร) |
3:มิถุน (เพชฌฆาต) |
22° 11’ | อ.วิลาส ประ นวางค์ [๓] ราชาโชค |
| ๖. ศุกร์ | กดุมภะ ปัตนิ (กาลกิณี) |
ตนุ [๓] (กาลกิณีจร) |
1:เมษ (ทลิทโท) |
5° 24’ | อ.ภิมุข ประ คู่สมพล(๑) นวางค์ [๖] เกษตร |
| ๗. เสาร์ (ส) |
กัมมะ (มูละ) |
วินาศ [๕] ( มูละจร) |
12:มีน (ราชา) |
6° 1’ | คู่มิตร(๘) คู่ศัตรู(๖) คู่สมพล(๔) คู่ธาตุ(1) นวางค์ [๑] |
| ๘. ราหู | ลาภะ (มนตรี) |
ลาภะ [๘] ( มนตรีจร) |
11:กุมภ์ (เทวี) |
12° 24’ | เกษตร คู่ศัตรู(4) คู่ธาตุ(3) นวางค์ [๗] มหาจักร |
| ๙. เกตุ | ลาภะ [๘] |
11:กุมภ์ (เทวี) |
14° 9’ | นวางค์ [๘] |
|
| ๐. มฤตยู | กดุมภะ [๖] |
2:พฤษภ (ภูมิปาโล) |
13° 22’ | นวางค์ [๖] |
|
| น. เนปจูน | วินาศ [๕] |
12:มีน (ราชา) |
8° 0’ | นวางค์ [๔] |
|
| พ. พลูโต | กัมมะ [๗] |
10:มังกร (ภูมิปาโล) |
11° 0’ | นวางค์ [๓] |
ทำนายมุมดาวจากตำรา
กุสราชธิบดี จรตามนุชนาง
ธ ก็เสด็จดุจคิด ธ ประสิทธิ์อุตมางค์
ผิวท้าวจรร้าง ก็จะได้ธนะสาร "
ลุสวัสดิ์วุฒิการ กรแล้วทุกข์ทวี
จะนิราศอนุชา จะนิราศภิรีย์
สุรโทษจะมี ผิวท้าวจะกระทำ"
โชคลาภจะพูนเพ็ญ และศัตรูจะอัปรา"
โรคร้างและหลายเดือน ก็จะกลับจะกลายเป็น
โจรร้ายเขม้นมอง อริปองจะทำเข็ญ
อายุมิยืนเย็น มฤตภัยระเร่งเกรง"
จักชำนะศัตรู ประสิทธิโชคชัยยา
ตำนานอนึ่งหญิง จรสุ่มประสงค์ปลา
พบแท่งธนสาร์ ตรุรัตนขุมทอง"
แห่งลาภสำนักครูบา
เปรียบมโหสถแก้ปริศนา วิเท่ห์นรา
นรินทร์ประสาทรางวัล
เงินทองพื้นภูษาพรรณ ปริโภคาขันธ์
อนาอเนื่องเนืองไป"
ประจิมจะเกิดลาภา
ลาภมิตรดั่งปองพรรณา ด้วยท้าวพระยา
จะอวยศิริศุภผล
นิทานเทียบท้าวสุธน ได้มิ่งนฤมล
สมปองประโยชน์วิญญา
ถ้าเล็งถ้อยความมีมา ช่วยทาสไถ่ข้า
วิปริตด้วยสินซื้อขาย"
และโรคจะรุมอาพาธ์
หนึ่งโสดศัตรูบีฑา ถูกถ้อยความมา
เพื่อเหตุด้วยลูกเมียเขา
ดุจชายโดยสารสำเภา เห็นนางนงเยาว์
ก็หลงด้วยเล่ห์กามา
เจ้าสำเภาจับเอาเอาสองรา มัดผูกตรึงตรา
ก็ทุ่มลงท้องทะเลวน
มอดม้วยฉิบหายตายตน นิทานนรชน
ประทุษฐ์เช่นตกน้ำตาย"
เกี่ยวกับดวงเมืองไทย
ดวงเมืองของไทยในปัจจุบันนั้นให้ถือเอาวันตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครเป็นดวงกำเนิด ซึ่งการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีความเป็นมาดังนี้
ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร: สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวง พิธีกรรมตามคติพราหมณ์กำหนดให้การสร้างเมืองใหม่ต้องเริ่มด้วยการตั้งเสาหลักเมือง ณ จุดที่เป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของท้องสนามหลวง ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ภายในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร บริเวณนี้ถือเป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณและความมั่นคงของเมือง
(ภาพจากเว็บไซต์ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร https://bangkokcitypillarshrine.com/)
หัวใจสำคัญของศาลแห่งนี้คือ เสาหลักเมือง ซึ่งมีพิธีตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ในช่วงแรก เสาหลักเมืองตั้งอยู่ภายในศาลาแบบเปิดโล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โครงสร้างเริ่มเสื่อมสภาพอย่างมาก ในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2395 พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่ขึ้น ทำให้ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีเสาหลักเมือง สองต้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมอาคารศาลหลักเมืองปัจจุบันถูกออกแบบให้เป็นอาคารปูน ทรงยอดปรางค์ มีมุขยื่นออกทั้งสี่ทิศ ด้านละสองชั้น พร้อมมุขลดอีกชั้นหนึ่ง โครงสร้างมีชายคายื่นออกโดยรอบ มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ตามแบบสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากยุคกรุงศรีอยุธยา การออกแบบนี้เป็นผลงานของ พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ซึ่งต่อมาได้รับเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติในสาขาสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกแบบศาลหลักเมืองนี้ด้วย การบูรณะศาลแห่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2425 - 2529 เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้คงอยู่สืบไป ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนมากราบไหว้ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว สะท้อนถึงความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ประวัติการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกอบพิธียกเสาหลักเมืองขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 06:54 น. พิธีนี้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมที่เรียกว่า "พระราชพิธีนครฐาน" โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นแกนหลัก ประกอบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ เสาหลักเมืองมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ฐาน 29 เซนติเมตร ความสูงรวม 187 นิ้ว โดยกำหนดให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 108 นิ้ว และฝังลึกลงไป 79 นิ้ว ยอดของเสาแกะสลักเป็นรูปบัวตูม ลงรักปิดทอง และภายในถูกออกแบบให้มีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง
ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมขึ้นมา และจัดสร้างเสาใหม่ทดแทน เนื่องจากของเดิมเสื่อมสภาพ เสาหลักเมืองใหม่ทำจากไม้สักเป็นแกน ประกอบภายนอกด้วยแผ่นไม้ชัยพฤกษ์จำนวน 6 แผ่น มีความสูง 108 นิ้ว ฐานกว้าง 70 นิ้ว ภายในบรรจุดวงเมือง ยอดเสาทำเป็นทรงมัณฑ์ สูงกว่า 5 เมตร และได้อัญเชิญเสาหลักเมืองทั้งเก่าและใหม่ไปประดิษฐานในศาลหลักเมืองที่ได้รับการก่อสร้างใหม่ อาคารศาลเป็นทรงยอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้รับแรงบันดาลใจจากศาลหลักเมืองเดิมของกรุงศรีอยุธยา การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2395 ต่อมา ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2523 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2525 การบูรณะครั้งนี้ทำให้ศาลหลักเมืองมีความงดงามและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริเวณด้านทิศเหนือของศาล ยังได้สร้างซุ้มเพื่อประดิษฐาน เทพารักษ์ทั้ง 5 ได้แก่ เจ้าพ่อหอกลอง, เจ้าพ่อเจตคุปต์, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ประชาชนที่ต้องการสักการะสามารถบูชาเทพารักษ์เหล่านี้ได้ และยังมีการจัดแสดง ละครรำ ละครชาตรี สำหรับผู้มีศรัทธาที่ต้องการถวายการบูชาต่อศาลหลักเมือง
(ภาพจากเว็บไซต์ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร https://bangkokcitypillarshrine.com/)
เกร็ดดวงเมืองไทย
ตำนานพิธียกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
เสาหลักเมืองกับ งูสี่ตัวในพิธียกเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร มีเรื่องราวเล่าขานกันว่า เมื่อถึงเวลาสำคัญก่อนประกอบพิธี พระโหราจารย์ได้กล่าวโศลกบูชาฤกษ์ ขณะที่พระมหาราชครูอ่านพระราชโองการตั้งพระมหานคร ขุนโหรเริ่มพิธีอุทิศเทพสังหรณ์ และนำดินจากทั้งสี่ทิศของพระนครมากลิ้งให้เป็นก้อนกลมคล้ายลูกนิมิต แล้ววางลงที่ก้นหลุมทีละทิศ เริ่มจากทิศบูรพา ทักษิณ ปัจฉิม และอุดร จากนั้นจึงวางแผ่นศิลาลงยันต์รองรับหลักเสา บริเวณภายในหลุมถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ปูด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ ประดับใบไม้มงคลเก้าชนิด และโปรยแก้วนพรัตน์โดยรอบเพื่อความศักดิ์สิทธิ์
เมื่อถึงช่วงเวลามงคล โหราจารย์ย่ำฆ้องส่งสัญญาณ พราหมณ์เป่าสังข์ และบัณเฑาะว์ดังขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ดุริยางค์แตรสังข์และพิณพาทย์บรรเลง เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่ประกาศพระราชพิธีอัญเชิญเสาหลักเมืองลงก้นหลุม บนแผ่นศิลายันต์ ขณะที่เสาหลักเมืองกำลังเคลื่อนลงไปในหลุม สิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด มีงูเล็กสี่ตัวปรากฏอยู่ที่ก้นหลุมโดยไม่ทราบว่ามันเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด เมื่อเสาหลักเมืองเคลื่อนลงไป จึงไม่มีโอกาสหยุดพิธีได้ เพราะต้องปฏิบัติตามฤกษ์ที่กำหนด จึงต้องปล่อยให้เสาหลักเมืองปกคลุมงูทั้งสี่ตัวไป เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงเรียกประชุมขุนนาง ราชบัณฑิต ปุโรหิต โหราจารย์ และพระราชาคณะ เพื่อพิจารณาว่ามีความหมายอย่างไร ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า เป็นสัญญาณไม่ดีหรืออวมงคล แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบจะเป็นเช่นไร เพียงแต่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับเคราะห์กรรมของบ้านเมืองเรื่องเล่าหนึ่งยังกล่าวถึงคำทำนายที่ว่า ราชวงศ์จักรีจะดำรงอยู่เพียง 150 ปี อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่างูทั้งสี่ตัวนี้เกี่ยวข้องกับตัวเลขดังกล่าวอย่างไร แต่ความเชื่อนี้ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากวิตกกังวล โดยเฉพาะผู้ที่ศรัทธาในไสยศาสตร์และโหราศาสตร์
เสาหลักเมืองต้นที่ 2
เจ็ดสิบปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2395 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นอีกต้นหนึ่ง วางเคียงกับเสาเดิม โดยประกอบพิธีขึ้นในวันพุธ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงศาลหลักเมืองใหม่ จากเดิมที่สร้างด้วยไม้ ให้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนฉาบสีขาว มุงหลังคากระเบื้อง และทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นสิริมงคลต่อเมือง แต่โครงการดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2470 เมื่อกรุงเทพฯ กำลังจะมีอายุครบ 150 ปี ในปี พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานในโอกาสเฉลิมฉลอง พระองค์ทรงให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พร้อมกับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์สะพานนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับพิธีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปีพอดี
ประวัติศาลหลักเมือง
- ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร - https://bangkokcitypillarshrine.com/
- ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร - wikipedia.org
- สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง
- 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 : รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีวางเสาหลักเมือง - นิตยสารศิลปวัตนธรรม
ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยสุริยยาตร์
- พระคัมภีร์สุริยยาตร์ศิวาคม - พ.อ.(พิเศษ)เอื้อน มณเฑียรทอง
- ตำราพระสุริยยาตร์และมานัตต์ - หลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร)